สรุปคำตอบ: น้ำมันเครื่องบางจาก 0W-8 คุ้มค่ากว่ายี่ห้ออื่นหรือไม่
สำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฮบริดและอีโคคาร์รุ่นใหม่ในประเทศไทย น้ำมันเครื่องบางจากเกรดความหนืด 0W-8 (หรือที่ผู้บริโภคจำนวนมากนิยมค้นหาด้วยคำว่า “บางจาก 0.8”) ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่มีความคุ้มค่าสูงที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากแบรนด์ไทยอย่างบางจากสามารถทำราคาจำหน่ายได้เข้าถึงง่ายกว่าน้ำมันเครื่องนำเข้าจากต่างประเทศอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่คุณสมบัติทางเทคนิคและการปกป้องเครื่องยนต์ยังคงผ่านมาตรฐานสากลระดับสูงสุดอย่างครบถ้วน ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถประหยัดค่าบำรุงรักษาได้โดยไม่ต้องแลกกับความเสี่ยงในการสึกหรอของเครื่องยนต์
อย่างไรก็ตาม คำตอบว่าแบรนด์นี้คุ้มค่าที่สุดสำหรับทุกคนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานและข้อกำหนดเฉพาะของค่ายรถยนต์แต่ละรุ่น หากรถยนต์ของคุณเป็นรถยนต์สมรรถนะสูง รถยนต์ยุโรป หรือรถยนต์ที่คู่มือระบุให้ใช้น้ำมันเครื่องที่ผ่านมาตรฐานเฉพาะค่าย (OEM Specification) แบรนด์พรีเมียมอื่นที่มีสูตรเคมีเฉพาะทางอาจตอบโจทย์ได้ดีกว่า ดังนั้น ความคุ้มค่าที่แท้จริงจึงไม่ได้วัดเพียงแค่ราคาต่อลิตร แต่ต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกับเครื่องยนต์ ระยะเวลาการเปลี่ยนถ่าย และประสิทธิภาพการปกป้องภายใต้สภาพอากาศที่ร้อนจัดและการจราจรที่ติดขัดของประเทศไทยด้วย
เกรดความหนืด 0W-8 คืออะไร และรถรุ่นไหนที่ต้องใช้
เกรดความหนืด 0W-8 คือมาตรฐานน้ำมันเครื่องที่มีความหนืดต่ำเป็นพิเศษ (Ultra-Low Viscosity) ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อเทคโนโลยีเครื่องยนต์ยุคใหม่ โดยตัวเลข “0W” บ่งบอกถึงความสามารถในการไหลลื่นที่ดีเยี่ยมในอุณหภูมิต่ำ ช่วยให้การสตาร์ทเครื่องยนต์ขณะเครื่องเย็นเป็นไปอย่างรวดเร็วและลดการสึกหรอในช่วงวินาทีแรกของการสตาร์ท ส่วนตัวเลข “8” ด้านหลังแสดงถึงความหนืดที่บางเบามากเมื่อเครื่องยนต์ทำงานในอุณหภูมิสูง ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์ ส่งผลให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับคำค้นหาที่ว่า “บางจาก 0.8” นั้น แท้จริงแล้วเป็นคำเรียกที่คลาดเคลื่อนไปจากชื่อเกรดความหนืดมาตรฐาน โดยผู้บริโภคชาวไทยมักเรียกติดปากหรือพิมพ์ค้นหาแบบย่อจาก “0W-8” กลายเป็น “0.8” ซึ่งในตลาดน้ำมันเครื่องรถยนต์ปัจจุบัน ไม่มีเกรดความหนืด 0.8 มีเพียงเกรด 0W-8 เท่านั้น ดังนั้นเมื่อคุณเห็นผลิตภัณฑ์หรือข้อมูลที่ระบุว่าบางจาก 0.8 ให้เข้าใจตรงกันว่าหมายถึงน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้เกรด 0W-8 ของบางจากนั่นเอง
กลุ่มรถยนต์ที่เหมาะสมและจำเป็นต้องใช้เกรดความหนืดนี้ ได้แก่ รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) และรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (Eco Car) รุ่นใหม่ล่าสุดจากค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น เช่น Honda, Toyota และ Nissan ซึ่งเครื่องยนต์ได้รับการออกแบบและพัฒนาให้มีระยะห่างระหว่างชิ้นส่วนภายใน (Clearance) ที่แคบและละเอียดมาก น้ำมันเครื่องที่มีความหนืดต่ำมากเช่นนี้จึงสามารถแทรกซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงชิ้นส่วนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง
ข้อควรระวังด้านความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามนำน้ำมันเครื่องเกรด 0W-8 ไปใช้กับรถยนต์รุ่นเก่า รถยนต์สมรรถนะสูง หรือรถยนต์ที่คู่มือประจำรถกำหนดให้ใช้ความหนืดที่สูงกว่า เช่น 5W-30, 10W-40 หรือเกรดอื่นๆ อย่างเด็ดขาด เนื่องจากฟิล์มน้ำมันของเกรด 0W-8 นั้นมีความบางมาก หากนำไปใช้กับเครื่องยนต์ที่ไม่ได้ออกแบบมารองรับ ฟิล์มน้ำมันจะไม่สามารถทนต่อแรงกดและอุณหภูมิสูงได้ ส่งผลให้ชิ้นส่วนโลหะภายในเครื่องยนต์เสียดสีกันโดยตรงและเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงจนถึงขั้นเครื่องยนต์พังเสียหายได้ ผู้ขับขี่จึงต้องตรวจสอบคู่มือประจำรถยนต์ของตนเองก่อนการตัดสินใจซื้อทุกครั้ง
เปรียบเทียบน้ำมันเครื่องบางจาก 0W-8 กับแบรนด์อื่นในมิติสำคัญ
การประเมินความคุ้มค่าของน้ำมันเครื่องจำเป็นต้องพิจารณาในหลายมิติควบคู่กัน เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาทที่จ่ายไปจะได้รับการปกป้องเครื่องยนต์อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเราสามารถแบ่งการเปรียบเทียบออกเป็น 3 มิติหลัก ดังนี้
มาตรฐานและการรับรอง (API และ ILSAC)
มาตรฐานสากลคือสิ่งยืนยันคุณภาพขั้นพื้นฐานที่น้ำมันเครื่องทุกแบรนด์ต้องผ่านการทดสอบ สำหรับน้ำมันเครื่องเกรด 0W-8 ของบางจากนั้น ได้รับการพัฒนาให้ผ่านมาตรฐานระดับสูงสุดในปัจจุบัน เช่น มาตรฐาน API SP และมาตรฐาน JASO GLV-1 ซึ่งเป็นมาตรฐานเฉพาะสำหรับน้ำมันเครื่องความหนืดต่ำพิเศษของประเทศญี่ปุ่น เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับแบรนด์คู่แข่งในตลาด ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ไทยอย่าง PTT หรือแบรนด์ต่างประเทศอย่าง Valvoline, Castrol และ Shell จะพบว่าส่วนใหญ่ต่างก็ผ่านมาตรฐานในระดับเดียวกันนี้เช่นกัน
เนื่องจากมาตรฐานเหล่านี้เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่ผู้ผลิตรถยนต์ยอมรับ การที่บางจากและแบรนด์อื่นๆ ผ่านการรับรองเหมือนกัน หมายความว่าในแง่ของการปกป้องเครื่องยนต์พื้นฐาน การป้องกันการชิงจุดระเบิดในรอบต่ำ (LSPI) และการรักษาความสะอาดของลูกสูบนั้นมีความใกล้เคียงกันอย่างมาก การตัดสินใจเลือกซื้อจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขมาตรฐานบนฉลากเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย
เทคโนโลยีฐานน้ำมันและสารเติมแต่ง
แม้จะผ่านมาตรฐานเดียวกัน แต่ความแตกต่างจะอยู่ที่สูตรผสมของน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน (Base Oil) และแพ็กเกจสารเติมแต่ง (Additives Package) เฉพาะตัว น้ำมันเครื่องบางจาก 0W-8 เลือกใช้ฐานน้ำมันสังเคราะห์แท้ 100% คุณภาพสูง พร้อมสารเพิ่มคุณภาพที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานในสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยโดยเฉพาะ ซึ่งเน้นการรักษาความหนืดให้คงที่ภายใต้สภาวะรถติดสะสมและการขับขี่แบบหยุดๆ ตัวๆ (Stop-and-Go) ในเมืองใหญ่ ช่วยลดการระเหยของน้ำมันเครื่องและป้องกันการเกิดโคลนในระบบหล่อลื่น
ในทางกลับกัน แบรนด์นำเข้าระดับพรีเมียมบางแบรนด์อาจใช้เทคโนโลยีลิขสิทธิ์เฉพาะ เช่น การสังเคราะห์น้ำมันพื้นฐานจากก๊าซธรรมชาติ (Gas-to-Liquid หรือ GTL) หรือสารเติมแต่งที่มุ่งเน้นการลดแรงเสียดทานขั้นสูงสุดเพื่อตอบสนองการขับขี่ที่รอบเครื่องยนต์สูงต่อเนื่อง หรือการใช้งานในสภาวะสุดขั้ว ซึ่งถือเป็นจุดเน้นทางวิศวกรรมที่แตกต่างกันออกไปตามกลุ่มเป้าหมายของแต่ละแบรนด์ ไม่ได้หมายความว่าสูตรของแบรนด์ใดจะดีกว่ากันในทุกกรณี แต่ขึ้นอยู่กับว่ารูปแบบการขับขี่ของคุณสอดคล้องกับจุดเด่นของแบรนด์ใดมากที่สุด
ราคาและความคุ้มค่าต่อระยะทาง
มิติด้านราคาถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของน้ำมันเครื่องแบรนด์ไทย โดยทั่วไปแล้ว ผลิตภัณฑ์ของบางจากจะมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยต่อแกลลอนที่ประหยัดกว่าแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศประมาณ 15% ถึง 30% เมื่อเรานำมาคำนวณ “ต้นทุนต่อกิโลเมตร” โดยอ้างอิงจากระยะทางเปลี่ยนถ่ายมาตรฐานที่คู่มือรถยนต์แนะนำ (มักจะอยู่ที่ 10,000 กิโลเมตร หรือ 6 เดือน แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) การเลือกใช้บางจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่ต้องพึงระลึกเสมอว่าราคาจำหน่ายจริงในท้องตลาดอาจมีความผันผวนตามโปรโมชั่นของแต่ละร้านค้า ช่องทางการจัดจำหน่าย และช่วงเวลาที่ซื้อ การเปรียบเทียบราคาควรทำ ณ เวลาที่จะทำการเปลี่ยนถ่ายจริง และที่สำคัญที่สุดคือต้องเลือกซื้อจากตัวแทนจำหน่ายที่น่าเชื่อถือหรือสถานีบริการน้ำมันโดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะได้รับน้ำมันเครื่องปลอมซึ่งอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อเครื่องยนต์ได้
ตารางสรุปเปรียบเทียบน้ำมันเครื่อง 0W-8 ในตลาด
เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นภาพรวมและเปรียบเทียบคุณสมบัติของน้ำมันเครื่องเกรดความหนืด 0W-8 ของแต่ละแบรนด์ในตลาดประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว ตารางด้านล่างนี้ได้สรุปข้อมูลสำคัญในมิติต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ
| แบรนด์น้ำมันเครื่อง | มาตรฐานอ้างอิงหลัก | ประเภทฐานน้ำมัน | ระดับราคาโดยเปรียบเทียบ | กลุ่มผู้ใช้ที่เหมาะสมที่สุด |
|---|---|---|---|---|
| บางจาก (Bangchak) | API SP / JASO GLV-1 | สังเคราะห์แท้ 100% | ประหยัด | ผู้ใช้รถไฮบริด/อีโคคาร์ญี่ปุ่น เน้นความคุ้มค่า ขับขี่ในเมืองเป็นหลัก |
| พีทีที (PTT) | API SP / JASO GLV-1 | สังเคราะห์แท้ 100% | ประหยัด | ผู้ที่ต้องการน้ำมันเครื่องหาซื้อง่าย มีศูนย์บริการเครือข่ายรองรับทั่วประเทศ |
| วาโวลีน (Valvoline) | API SP / JASO GLV-1 | สังเคราะห์แท้ 100% | ปานกลาง | ผู้ที่ต้องการแบรนด์มาตรฐานอเมริกา เน้นการปกป้องเครื่องยนต์ในระยะยาว |
| เชลล์ (Shell) | API SP / JASO GLV-1 | สังเคราะห์แท้ 100% (GTL) | พรีเมียม | ผู้ที่ต้องการเทคโนโลยีฐานน้ำมันบริสุทธิ์สูง ขับขี่ทางไกลและใช้รอบสูงบ่อยครั้ง |
หมายเหตุ: ข้อมูลในตารางข้างต้นเป็นการเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างและภาพรวมของตลาดในประเทศไทย ณ ช่วงเวลาปัจจุบัน ระดับราคาจริงอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามโปรโมชั่นและช่องทางการจัดจำหน่าย ผู้ใช้ควรตรวจสอบรายละเอียดทางเทคนิคและราคาจำหน่ายจริงบนฉลากบรรจุภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง
เกณฑ์การตัดสินใจ: ควรเลือกน้ำมันเครื่องยี่ห้อไหน
การเลือกซื้อน้ำมันเครื่องไม่ได้มีสูตรสำเร็จที่ตายตัวว่าแบรนด์ใดดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่ขึ้นอยู่กับการประเมินความต้องการและเงื่อนไขการใช้งานของตัวคุณเอง โดยสามารถใช้เกณฑ์การตัดสินใจแบบมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้เพื่อช่วยให้เลือกซื้อได้อย่างถูกต้องและคุ้มค่าที่สุด
เลือก บางจาก 0W-8 หาก:
- คุณใช้งานรถยนต์อีโคคาร์หรือรถยนต์ไฮบริดค่ายญี่ปุ่น เช่น Toyota, Honda หรือ Nissan ที่ระบุความหนืดนี้ในคู่มือ
- รูปแบบการขับขี่ของคุณเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไป ขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรติดขัดสลับหยุดนิ่งเป็นหลัก
- คุณต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถยนต์ให้ประหยัดที่สุด โดยยังคงได้รับการปกป้องเครื่องยนต์ตามมาตรฐานสากลที่น่าเชื่อถือ
เลือก แบรนด์พรีเมียมนำเข้า หาก:
- คุณมักจะขับรถเดินทางไกลข้ามจังหวัดบ่อยครั้ง ใช้ความเร็วสูงต่อเนื่อง หรือต้องบรรทุกสัมภาระหนักเป็นประจำ
- คุณต้องการเทคโนโลยีสารเติมแต่งเฉพาะทางที่แบรนด์นั้นๆ พัฒนาขึ้นมาเพื่อเพิ่มสมรรถนะการตอบสนองของเครื่องยนต์ในระดับสูงสุด
- คุณมีงบประมาณที่ยืดหยุ่นและยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อความมั่นใจในแบรนด์ระดับสากลที่มีประวัติยาวนาน
เลือก แบรนด์ที่ศูนย์บริการแนะนำ หาก:
- รถยนต์ของคุณยังอยู่ในระยะเวลาการรับประกันจากผู้ผลิต (Warranty) แม้ว่าในทางกฎหมายผู้บริโภคจะมีสิทธิ์เลือกใช้น้ำมันเครื่องภายนอกได้ แต่การใช้น้ำมันเครื่องที่ศูนย์บริการกำหนดหรือจัดหาให้จะช่วยลดความยุ่งยากและป้องกันข้อพิพาทในการเคลมประกันชิ้นส่วนเครื่องยนต์หากเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต
ข้อแนะนำเพิ่มเติมก่อนการซื้อ: หากรถยนต์ของคุณมีข้อกำหนดพิเศษเฉพาะตัวจากผู้ผลิตรถยนต์ (OEM Approvals) นอกเหนือไปจากมาตรฐานทั่วไปอย่าง API หรือ JASO คุณจำเป็นต้องตรวจสอบฉลากด้านหลังแกลลอนน้ำมันเครื่องอย่างละเอียดว่ามีการระบุรหัสอนุมัติที่ตรงกับคู่มือรถยนต์ของคุณหรือไม่ เพื่อป้องกันปัญหาด้านความเข้ากันได้ของระบบหล่อลื่นและชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์
คำแนะนำในการเปลี่ยนถ่ายและตรวจสอบน้ำมันเครื่อง 0W-8
เนื่องจากน้ำมันเครื่องเกรด 0W-8 มีความหนืดที่บางเบามาก การดูแลรักษาและตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องอย่างสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดีที่สุด โดยมีแนวปฏิบัติเชิงความปลอดภัยที่ควรทำตามดังนี้
ขั้นตอนแรกคือการตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องด้วยก้านวัด (Dipstick) อย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง โดยจอดรถบนพื้นราบ ดับเครื่องยนต์ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาทีเพื่อให้น้ำมันไหลกลับลงสู่อ่างน้ำมันเครื่อง จากนั้นดึงก้านวัดออกมาเช็ดทำความสะอาด เสียบกลับเข้าไปให้สุดแล้วดึงออกมาดูอีกครั้ง ระดับน้ำมันเครื่องที่ดีต้องอยู่ระหว่างขีดสัญลักษณ์ต่ำสุด (L หรือ Min) และสูงสุด (F หรือ Max) เสมอ หากพบว่าระดับน้ำมันเครื่องลดลงผิดปกติ ควรนำรถเข้าตรวจสอบหารอยรั่วซึมทันที
นอกเหนือจากระดับน้ำมันแล้ว ควรสังเกตสัญญาณเตือนการเสื่อมสภาพของน้ำมันเครื่องด้วย เช่น สีของน้ำมันเปลี่ยนเป็นสีดำเข้มข้นจนผิดปกติ มีกลิ่นไหม้ปนเปื้อน หรือเนื้อสัมผัสมีความสากจากเศษโลหะหรือตะกอนเขม่าสะสม ซึ่งสัญญาณเหล่านี้บ่งชี้ว่าน้ำมันเครื่องหมดสภาพในการหล่อลื่นและปกป้องเครื่องยนต์แล้ว และจำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนถ่ายทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดระยะทาง
เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง สิ่งสำคัญที่ห้ามละเลยคือการเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง (Oil Filter) ตัวใหม่ทุกครั้ง การใช้น้ำมันเครื่องเกรดดีเยี่ยมแต่ไม่เปลี่ยนไส้กรองจะทำให้น้ำมันใหม่ปนเปื้อนกับสิ่งสกปรกและเศษโลหะที่ตกค้างอยู่ในกรองเก่าอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ประสิทธิภาพการหล่อลื่นลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ ควรยึดระยะเวลาและระยะทางในการเปลี่ยนถ่ายตามที่ “คู่มือประจำรถยนต์” กำหนดไว้เป็นหลัก (เช่น ทุก 10,000 กิโลเมตร หรือ 6 เดือน) มากกว่าการเชื่อคำโฆษณาบนฉลากน้ำมันเครื่องที่ระบุระยะทางสูงสุด เนื่องจากสภาพการจราจรที่ติดขัดในประเทศไทยทำให้อัตราการทำงานของเครื่องยนต์สูงกว่าระยะทางที่วิ่งจริงเสมอ และสุดท้ายนี้ ควรนำน้ำมันเครื่องใช้แล้วไปทิ้งหรือกำจัด ณ ศูนย์บริการที่ได้มาตรฐานเพื่อการรีไซเคิลอย่างถูกวิธีและไม่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
น้ำมันเครื่องบางจาก 0.8 กับ 0W-8 คือตัวเดียวกันหรือไม่
ใช่ ทั้งสองคำนี้หมายถึงผลิตภัณฑ์ตัวเดียวกัน ในทางเทคนิคและมาตรฐานสากล เกรดความหนืดที่ถูกต้องคือ “0W-8” แต่เนื่องจากผู้บริโภคชาวไทยจำนวนมากพิมพ์ค้นหาข้อมูลหรือเรียกชื่ออย่างย่อเพื่อความสะดวก จึงทำให้เกิดคำว่า “บางจาก 0.8” ขึ้นมาในระบบค้นหาออนไลน์ หากคุณต้องการซื้อน้ำมันเครื่องเกรดนี้ ให้มองหาขวดที่ระบุเกรดความหนืด 0W-8 บนฉลากเป็นหลัก
สามารถผสมน้ำมันเครื่อง 0W-8 ต่างยี่ห้อได้หรือไม่
ในสถานการณ์ปกติไม่แนะนำให้ผสมน้ำมันเครื่องต่างยี่ห้อกัน เนื่องจากแต่ละแบรนด์มีสูตรผสมของน้ำมันพื้นฐานและแพ็กเกจสารเติมแต่งทางเคมีที่แตกต่างกัน การนำมาผสมกันอาจทำให้สารเคมีเหล่านั้นทำปฏิกิริยากันเองจนส่งผลให้ประสิทธิภาพการหล่อลื่นลดลง เกิดตะกอนสะสม หรือสูญเสียคุณสมบัติการป้องกันการสึกหรอ อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณีฉุกเฉินที่ระดับน้ำมันเครื่องต่ำเกินไปจนเสี่ยงต่ออันตราย คุณสามารถเติมน้ำมันเครื่องต่างยี่ห้อที่มีเกรดความหนืดเดียวกันเพื่อประคองการขับขี่ได้ แต่ควรนำรถเข้าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องใหม่ยกชุดโดยเร็วที่สุดหลังจากนั้น
รถที่คู่มือแนะนำ 0W-20 สามารถใช้ 0W-8 แทนได้หรือไม่
ไม่ควรนำน้ำมันเครื่องเกรด 0W-8 มาใช้แทนเกรด 0W-20 อย่างเด็ดขาด แม้ว่าทั้งคู่จะเป็นน้ำมันเครื่องประเภทความหนืดต่ำและช่วยประหยัดน้ำมันเหมือนกัน แต่เครื่องยนต์ที่กำหนดให้ใช้เกรด 0W-20 จะถูกออกแบบช่องว่างและการทนแรงกดของชิ้นส่วนภายในให้เหมาะสมกับความหนาของฟิล์มน้ำมันระดับ 20 การนำ 0W-8 ซึ่งมีความบางเบากว่ามากไปใส่ จะทำให้ฟิล์มน้ำมันไม่สามารถรองรับแรงกดดันและแรงเสียดสีของชิ้นส่วนเครื่องยนต์ขณะทำงานได้ ส่งผลให้เกิดการสึกหรออย่างรุนแรงและเครื่องยนต์เสียหายในระยะยาว ควรปฏิบัติตามความหนืดที่ระบุไว้ในคู่มือรถยนต์ของคุณอย่างเคร่งครัด
พูดคุยกับชุมชน
แบ่งปันประสบการณ์หรือถามคำถาม ความคิดเห็นจะได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่