ยานยนต์ คู่มือที่ใช้ได้จริง
เครื่องนำทาง GPS

เปรียบเทียบเครื่องนำทางในรถกับแอปมือถือ: แบบไหนติดตามตำแหน่งได้แม่นยำและสะดวกกว่า

เปรียบเทียบความแม่นยำในการติดตามตำแหน่งระหว่างเครื่องนำทางในรถยนต์และแอปมือถือ พร้อมวิเคราะห์จุดเด่นด้านความสะดวก ความปลอดภัย และแนวทางการเลือกใช้งานให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์การขับขี่ของคุณ

เพิ่มเป็นแหล่งข้อมูลที่ต้องการบน Google

การเลือกเครื่องมือสำหรับนำทางในการขับขี่เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อทั้งความราบรื่นในการเดินทางและความปลอดภัยบนท้องถนน คำถามที่ว่าระหว่างเครื่องนำทางในรถยนต์แบบเฉพาะทาง (GPS Navigator) กับแอปพลิเคชันนำทางบนสมาร์ทโฟน แบบไหนสามารถติดตามตำแหน่งได้แม่นยำและใช้งานสะดวกกว่ากันนั้น ไม่มีคำตอบเดียวที่ตายตัวสำหรับทุกคน เนื่องจากทั้งสองระบบมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนตามลักษณะอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ใช้งาน

หากคุณเป็นผู้ที่ขับขี่ในเมืองใหญ่เป็นหลัก ต้องเผชิญกับสภาพการจราจรที่ติดขัดและต้องการข้อมูลแบบเรียลไทม์ แอปพลิเคชันบนมือถือมักจะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้ดีกว่า แต่หากคุณต้องเดินทางไกลข้ามจังหวัด บุกเบิกเส้นทางในพื้นที่ห่างไกล หรือขับรถเข้าไปในจุดที่สัญญาณโทรศัพท์เข้าไม่ถึง เครื่องนำทางในรถยนต์ที่รับสัญญาณจากดาวเทียมโดยตรงจะให้ความเสถียรและความน่าเชื่อถือที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด การทำความเข้าใจความแตกต่างในเชิงลึกจะช่วยให้คุณเลือกโซลูชันที่เหมาะสมกับพฤติกรรมการขับขี่ของคุณมากที่สุด

คำตอบสรุป: เลือกเครื่องนำทางในรถหรือแอปมือถือให้เหมาะกับการใช้งาน

การตัดสินใจเลือกใช้งานระหว่างเครื่องนำทางในรถยนต์และแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนนั้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบการเดินทางและสภาพแวดล้อมที่คุณต้องเผชิญเป็นหลัก ไม่มีระบบใดที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกสถานการณ์ แต่ละตัวเลือกได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

สินค้าที่กล่าวถึงในคู่มือนี้

ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบราคาล่าสุดในหน้าสินค้า

แอปพลิเคชันนำทางบนมือถือจะมีความโดดเด่นอย่างมากสำหรับการใช้งานในเมืองหลวงหรือเขตชุมชนหนาแน่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องการข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์เพื่อหลีกเลี่ยงรถติด รวมถึงการค้นหาสถานที่เปิดใหม่ ร้านอาหาร หรือจุดสนใจต่าง ๆ ที่มีการอัปเดตข้อมูลอยู่ตลอดเวลาผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

ในทางกลับกัน เครื่องนำทางในรถยนต์แบบเฉพาะทางจะเหมาะสำหรับการเดินทางระยะไกล การขับรถข้ามจังหวัด หรือการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ธรรมชาติ ป่าเขา และถิ่นทุรกันดาร ซึ่งเป็นบริเวณที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตและคลื่นโทรศัพท์มือถืออาจจะขาดหายหรือไม่เสถียร เครื่องนำทางประเภทนี้จะช่วยให้คุณอุ่นใจได้มากกว่าด้วยระบบแผนที่ออฟไลน์และการรับสัญญาณดาวเทียมโดยตรง

ท้ายที่สุดแล้ว ความแม่นยำในการติดตามตำแหน่งของทั้งสองระบบไม่ได้ขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ตัวรับสัญญาณ เสาอากาศ และสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ในขณะนั้นด้วย การพิจารณาข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละระบบจะช่วยให้คุณเลือกเครื่องมือที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการเดินทางของคุณ

เปรียบเทียบความแม่นยำในการติดตามตำแหน่งระหว่างสองระบบ

เมื่อพูดถึงความสามารถในการติดตามตำแหน่ง ปัจจัยสำคัญที่กำหนดความแม่นยำคือวิธีที่อุปกรณ์รับและประมวลผลสัญญาณจากดาวเทียมนำทาง ซึ่งทั้งเครื่องนำทางในรถยนต์และสมาร์ทโฟนมีสถาปัตยกรรมภายในที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เครื่องนำทาง GPS

ปัจจัยแรกคือเรื่องของฮาร์ดแวร์และเสาอากาศรับสัญญาณ เครื่องนำทางในรถยนต์มักจะได้รับการติดตั้งเสาอากาศรับสัญญาณ GPS เฉพาะทางที่มีขนาดใหญ่และมีกำลังรับสัญญาณสูง ซึ่งมักจะถูกออกแบบให้อยู่ในตำแหน่งที่เปิดรับสัญญาณจากท้องฟ้าได้ดีที่สุด เช่น บริเวณใต้กระจกบังลมหน้า หรือเชื่อมต่อกับเสาอากาศภายนอกตัวรถ ทำให้สามารถจับสัญญาณดาวเทียมได้รวดเร็วและมีความเสถียรสูง ในขณะที่สมาร์ทโฟนต้องบรรจุเสารับสัญญาณขนาดเล็กไว้ภายในตัวเครื่องร่วมกับเสาสัญญาณอื่น ๆ เช่น เสาโทรศัพท์ Wi-Fi และ Bluetooth ทำให้ความสามารถในการรับสัญญาณในสภาวะอับแสงหรือมีสิ่งกีดขวางอาจลดลงได้

ปัจจัยต่อมาคือการพึ่งพาสัญญาณอินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ใช้ระบบที่เรียกว่า A-GPS (Assisted GPS) ซึ่งเป็นการนำข้อมูลจากเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือและเครือข่าย Wi-Fi รอบข้างมาช่วยในการระบุพิกัดเริ่มต้นอย่างรวดเร็ว วิธีนี้ทำให้มือถือสามารถระบุตำแหน่งของคุณได้เกือบจะทันทีเมื่อเปิดแอปในเมือง แต่หากคุณขับรถเข้าไปในพื้นที่อับสัญญาณโทรศัพท์ เช่น หุบเขาหรือป่าลึก ระบบ A-GPS จะไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้การจับพิกัดดาวเทียมช้าลงอย่างมาก ตรงกันข้ามกับเครื่องนำทางในรถยนต์ที่พึ่งพาการคำนวณพิกัดจากดาวเทียมนำทางโดยตรง (เช่น GPS, GLONASS หรือ Galileo) และมีแผนที่ฐานข้อมูลติดตั้งอยู่ในตัวเครื่อง จึงสามารถติดตามตำแหน่งได้อย่างแม่นยำต่อเนื่องโดยไม่ต้องพึ่งพาสัญญาณอินเทอร์เน็ตเลยแม้แต่น้อย

นอกจากนี้ ระบบดาวเทียมนำทางในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่ระบบ GPS ของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังมีระบบอื่น ๆ เช่น GLONASS ของรัสเซีย, Galileo ของสหภาพยุโรป และ BeiDou ของจีน ซึ่งเครื่องนำทางในรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ มักจะถูกออกแบบมาให้รองรับการรับสัญญาณจากหลายระบบพร้อมกัน (Multi-GNSS) เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความเร็วในการระบุพิกัด แม้ว่าสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จะรองรับระบบเหล่านี้เช่นกัน แต่ด้วยข้อจำกัดด้านการจัดการพลังงานของโทรศัพท์มือถือ ระบบปฏิบัติการมักจะจำกัดความถี่ในการค้นหาและเชื่อมต่อสัญญาณดาวเทียมเพื่อประหยัดแบตเตอรี่ ทำให้ในบางจังหวะที่ขับรถด้วยความเร็วสูง การอัปเดตตำแหน่งบนหน้าจอสมาร์ทโฟนอาจเกิดอาการหน่วงหรือแสดงผลช้ากว่าตำแหน่งจริงเล็กน้อย ซึ่งแตกต่างจากเครื่องนำทางเฉพาะทางที่ได้รับการจ่ายไฟจากตัวรถโดยตรง จึงสามารถประมวลผลพิกัดได้อย่างต่อเนื่องและเรียลไทม์มากกว่า

ในเขตเมืองใหญ่ที่มีตึกสูงระฟ้าหนาแน่น สัญญาณดาวเทียมอาจเกิดการสะท้อนกับอาคารคอนกรีต ทำให้เกิดปรากฏการณ์สัญญาณสะท้อนหลายทิศทาง (Multipath Effect) ซึ่งส่งผลให้พิกัดในแอปมือถือเกิดอาการคลาดเคลื่อนหรือพิกัดกระโดดไปมา (Drift) ได้ง่าย เครื่องนำทางในรถยนต์รุ่นคุณภาพสูงมักจะมีระบบกรองสัญญาณรบกวนที่ดีกว่า และบางรุ่นอาจมีเซนเซอร์วัดความเร็วและทิศทางของรถยนต์เชื่อมต่ออยู่ด้วย ทำให้ยังคงคำนวณตำแหน่งรถได้อย่างแม่นยำแม้ในขณะขับรถลอดใต้ทางด่วนหรือผ่านอุโมงค์ยาว ๆ

เปรียบเทียบความสะดวก การอัปเดต และความปลอดภัยขณะขับขี่

นอกเหนือจากความแม่นยำในการติดตามตำแหน่งแล้ว ความสะดวกสบายในการใช้งานและการคำนึงถึงความปลอดภัยในระหว่างการขับขี่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอุปกรณ์นำทางที่ดีต้องไม่สร้างความฟุ้งซ่านให้กับผู้ขับขี่

ในด้านขนาดหน้าจอและการติดตั้ง เครื่องนำทางในรถยนต์มักจะมาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานในรถโดยเฉพาะ มีการเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนและให้ความสว่างที่สู้แสงแดดจัดได้ดี ตัวยึดเกาะมักมีความแข็งแรงทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนของตัวรถ ส่วนสมาร์ทโฟนนั้นมีความยืดหยุ่นสูงกว่าในแง่ของการเลือกขนาดหน้าจอตามรุ่นที่ใช้งาน และสามารถเลือกใช้ที่จับโทรศัพท์ได้หลากหลายรูปแบบ อย่างไรก็ตาม การติดตั้งสมาร์ทโฟนไว้บริเวณกระจกหน้าเพื่อนำทางในสภาพภูมิอากาศที่ร้อนชื้นของประเทศไทย อาจทำให้เครื่องสะสมความร้อนจากแสงแดดอย่างรวดเร็ว จนระบบภายในสั่งปิดการทำงานเพื่อป้องกันความเสียหาย หรือทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร

ในแง่ของความทนทานต่อสภาพแวดล้อม เครื่องนำทางในรถยนต์ถูกสร้างขึ้นมาด้วยวัสดุเกรดอุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive Grade) ซึ่งสามารถทนต่ออุณหภูมิที่สูงจัดภายในรถยนต์ที่จอดทิ้งไว้กลางแดดได้ดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป โครงสร้างภายในไม่มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่เสี่ยงต่อการบวมหรือระเบิดจากความร้อนสะสมสูง (ในรุ่นที่ใช้ไฟตรงจากรถ) ทำให้มีความปลอดภัยในการใช้งานระยะยาวมากกว่า ในทางตรงกันข้าม สมาร์ทโฟนที่ต้องเผชิญกับความร้อนสะสมจากการทำงานหนักและการชาร์จไฟในรถยนต์ที่จอดกลางแดดเมืองไทย อาจเกิดปัญหาหน้าจอสัมผัสไม่ตอบสนองชั่วคราว หรือตัวเครื่องหยุดทำงานกะทันหัน ซึ่งอาจสร้างความหงุดหงิดและเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งหากเกิดขึ้นในระหว่างที่คุณกำลังเดินทางในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย

สำหรับการอัปเดตแผนที่และข้อมูลเส้นทาง แอปพลิเคชันบนมือถือถือว่าชนะขาดลอยในจุดนี้ เนื่องจากระบบจะทำการอัปเดตข้อมูลแผนที่ เส้นทางตัดใหม่ และจุดสนใจต่าง ๆ โดยอัตโนมัติผ่านเครือข่ายมือถือ ทำให้คุณได้ข้อมูลที่สดใหม่อยู่เสมอโดยไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย ขณะที่เครื่องนำทางในรถยนต์ส่วนใหญ่จะต้องการการอัปเดตแบบแมนนวล เช่น การถอดการ์ดหน่วยความจำไปเสียบกับคอมพิวเตอร์เพื่อดาวน์โหลดแผนที่เวอร์ชันใหม่ หรือการเชื่อมต่อกับ Wi-Fi บ้าน ซึ่งอาจสร้างความยุ่งยากให้กับผู้ใช้งานที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี

ประเด็นสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือเรื่องความปลอดภัยและการรบกวนสมาธิ สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์อเนกประสงค์ที่ใช้สำหรับติดต่อสื่อสาร ในระหว่างที่คุณกำลังขับรถและต้องการสมาธิในการมองเส้นทาง อาจมีสายโทรเข้า ข้อความจากแอปพลิเคชันแชท หรือการแจ้งเตือนอื่น ๆ เด้งขึ้นมาบดบังหน้าจอแผนที่นำทาง ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้เสียจังหวะในการเลี้ยวหรือเปลี่ยนเลน แต่ยังดึงดูดสายตาและความสนใจของผู้ขับขี่ออกจากถนน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมาก ต่างจากเครื่องนำทางในรถยนต์ที่เป็นอุปกรณ์ทำงานแบบเฉพาะเจาะจง (Dedicated Device) ไม่มีฟังก์ชันรบกวนอื่น ๆ ทำให้หน้าจอแสดงผลแผนที่นำทางได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัยตลอดการเดินทาง

ตารางสรุปข้อแตกต่างเพื่อช่วยในการตัดสินใจ

เพื่อให้เห็นภาพรวมและเปรียบเทียบคุณสมบัติของทั้งสองระบบได้อย่างชัดเจน ตารางด้านล่างนี้ได้สรุปข้อแตกต่างในประเด็นสำคัญต่าง ๆ เพื่อช่วยให้คุณสามารถประเมินและเลือกใช้งานได้อย่างเหมาะสม

หัวข้อเปรียบเทียบเครื่องนำทางในรถ (GPS Navigator)แอปนำทางบนมือถือ (Mobile App)
ความแม่นยำในเขตเมืองที่มีตึกสูงสูง (มีระบบกรองสัญญาณสะท้อนและเสาอากาศเฉพาะทาง)ปานกลาง (อาจเกิดอาการพิกัดคลาดเคลื่อนหรือกระโดดได้ง่าย)
ความแม่นยำในพื้นที่อับสัญญาณมือถือสูงมาก (รับสัญญาณจากดาวเทียมโดยตรง ไม่ต้องใช้เน็ต)ต่ำลง (หากไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต การโหลดแผนที่และระบุพิกัดจะติดขัด)
การอัปเดตแผนที่และข้อมูลจราจรต้องอัปเดตด้วยตัวเองผ่านคอมพิวเตอร์หรือ Wi-Fiอัปเดตอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ผ่านเครือข่ายมือถือ
การพึ่งพาสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่จำเป็นต้องใช้ (ทำงานแบบออฟไลน์ได้สมบูรณ์)จำเป็นต้องใช้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดและข้อมูลจราจร
ความเสี่ยงจากการรบกวนขณะขับขี่ต่ำมาก (ไม่มีการแจ้งเตือนจากแอปอื่นมารบกวน)สูง (มีสายเรียกเข้าและการแจ้งเตือนบดบังหน้าจอ)

หมายเหตุ: ข้อมูลเปรียบเทียบข้างต้นเป็นเพียงคุณสมบัติโดยทั่วไปของอุปกรณ์แต่ละประเภท ผู้ใช้งานควรศึกษาข้อมูลจำเพาะ คู่มือการใช้งาน และคำแนะนำจากผู้ผลิตอุปกรณ์รุ่นนั้น ๆ เพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบความเข้ากันได้และประสิทธิภาพการทำงานที่แท้จริงก่อนการตัดสินใจซื้อหรือติดตั้ง

แนวทางการเลือกโซลูชันนำทางที่เหมาะสมกับคุณ

การเลือกเครื่องมือที่ใช่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทาง โดยคุณสามารถใช้เกณฑ์ต่อไปนี้ในการพิจารณาเลือกโซลูชันที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์การขับขี่ของคุณ

เลือกใช้งานแอปนำทางบนมือถือ หากคุณมีพฤติกรรมการขับขี่ดังนี้:

  • ขับรถในเขตเมืองใหญ่หรือเส้นทางหลักเป็นประจำ ซึ่งต้องการข้อมูลสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่รถติด
  • ต้องการความสะดวกสบายในการค้นหาสถานที่ใหม่ ๆ เช่น คาเฟ่ ร้านอาหาร หรือแหล่งท่องเที่ยวที่เพิ่งเปิดตัว
  • ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายและไม่อยากติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมบนคอนโซลรถยนต์ให้ดูเกะกะ

เลือกใช้งานเครื่องนำทางในรถยนต์ หากคุณมีพฤติกรรมการขับขี่ดังนี้:

  • เดินทางไกลข้ามจังหวัดบ่อยครั้ง หรือชื่นชอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ธรรมชาติ ป่าเขา และเส้นทางทุรกันดารที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์
  • ต้องการอุปกรณ์นำทางที่มีความเสถียรสูง หน้าจอมองเห็นชัดเจนในทุกสภาพแสง และไม่มีการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันอื่นมารบกวนสมาธิ
  • ต้องการถนอมแบตเตอรี่และตัวเครื่องสมาร์ทโฟนจากการสะสมความร้อนสูงเมื่อต้องเปิดหน้าจอนำทางทิ้งไว้เป็นเวลานาน

ข้อควรระวังด้านความปลอดภัยในการติดตั้ง: ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้โซลูชันใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการติดตั้งอุปกรณ์ให้อยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัย ควรใช้ที่จับยึดที่ได้มาตรฐาน แข็งแรง และติดตั้งในจุดที่ไม่บดบังทัศนวิสัยในการมองเห็นถนนของผู้ขับขี่ รวมถึงต้องไม่กีดขวางการทำงานของถุงลมนิรภัย (Airbag) นอกจากนี้ ควรตั้งค่าจุดหมายปลายทางให้เรียบร้อยก่อนเริ่มออกเดินทาง และหลีกเลี่ยงการละสายตาไปกดหรือปรับแต่งอุปกรณ์ในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของตัวคุณและเพื่อนร่วมทาง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

การใช้แอปนำทางบนมือถือทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้นหรือไม่

การใช้แอปพลิเคชันนำทางบนสมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานมีส่วนทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วขึ้นจริง เนื่องจากกระบวนการนำทางจำเป็นต้องเปิดใช้งานตัวรับสัญญาณ GPS ภายในเครื่อง ควบคู่ไปกับการดาวน์โหลดข้อมูลแผนที่ผ่านเครือข่ายมือถือ และการเปิดหน้าจอแสดงผลให้สว่างอยู่ตลอดเวลา ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ล้วนใช้พลังงานสูงและก่อให้เกิดความร้อนสะสมในตัวเครื่องอย่างมาก

เมื่อความร้อนจากตัวเครื่องมาเจอกับอุณหภูมิที่ร้อนจัดภายในห้องโดยสารรถยนต์จากการโดนแสงแดดส่องโดยตรง และหากมีการเสียบสายชาร์จแบตเตอรี่ไปพร้อมกันด้วย ความร้อนสะสมจะยิ่งพุ่งสูงขึ้น ซึ่งความร้อนนี้เองที่เป็นศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้สารเคมีภายในแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันปัญหานี้ แนะนำให้เลือกใช้ที่จับโทรศัพท์แบบหนีบกับช่องแอร์เพื่อช่วยระบายความร้อนด้วยลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศ และปรับลดความสว่างหน้าจอลงให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะกับการมองเห็น

เครื่องนำทางในรถสามารถรับข้อมูลจราจรแบบเรียลไทม์ได้หรือไม่

เครื่องนำทางในรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ หลายรุ่นในปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้สามารถรับข้อมูลสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ได้แล้ว โดยมักจะรองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านสัญญาณ Wi-Fi หรือการเชื่อมต่อบลูทูธเพื่อแชร์สัญญาณอินเทอร์เน็ต (Hotspot) จากสมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่ ซึ่งจะช่วยให้เครื่องนำทางสามารถคำนวณเส้นทางใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงรถติดได้คล้ายกับแอปบนมือถือ

อย่างไรก็ตาม สำหรับเครื่องนำทางในรถยนต์รุ่นเก่าหรือรุ่นระดับเริ่มต้น (Entry-level) อาจจะไม่มีฟังก์ชันการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเหล่านี้ และจะรองรับเฉพาะการนำทางแบบออฟไลน์จากฐานข้อมูลแผนที่ที่บันทึกไว้ในตัวเครื่องเท่านั้น ซึ่งหากต้องการอัปเดตข้อมูลแผนที่หรือจุดสนใจใหม่ ๆ ผู้ใช้งานจำเป็นต้องทำการอัปเดตผ่านหน่วยความจำภายนอก เช่น SD Card หรือเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ตามรอบเวลาที่ผู้ผลิตกำหนด ดังนั้นจึงควรตรวจสอบคุณสมบัติของอุปกรณ์ก่อนตัดสินใจซื้อเพื่อให้มั่นใจว่าตอบโจทย์การใช้งานจริง

หมายเหตุด้านความปลอดภัย

การบำรุงรักษา การซ่อมแซม และการติดตั้งอุปกรณ์เสริมของยานพาหนะอาจส่งผลต่อความปลอดภัยบนท้องถนน โปรดปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตยานพาหนะและผลิตภัณฑ์ ปฏิบัติตามกฎหมายจราจรในท้องถิ่น และใช้บริการช่างผู้มีคุณสมบัติสำหรับงานที่เกินความชำนาญของคุณ หยุดใช้ยานพาหนะหรือผลิตภัณฑ์หากพบความเสียหาย ความไม่มั่นคง ความร้อนผิดปกติ ควัน หรือสภาพที่ไม่ปลอดภัยอื่น ๆ

ในกรณีฉุกเฉินหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายทันที โปรดติดต่อหน่วยบริการฉุกเฉินในพื้นที่โดยทันที

พูดคุยกับชุมชน

แบ่งปันประสบการณ์หรือถามคำถาม ความคิดเห็นจะได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่

ร่วมการสนทนา

จำเป็นต้องระบุชื่อและอีเมล อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ และไม่อนุญาตให้ใส่ลิงก์