การตกแต่งรถกระบะด้วยชุดแต่งรอบคัน ไม่ว่าจะเป็นสปอยเลอร์ ซุ้มล้อ หรือสเกิร์ตข้าง เป็นวิธีที่นิยมอย่างมากในการเพิ่มความดุดันและสวยงามให้กับตัวรถ ทว่าขั้นตอนสุดท้ายที่จะตัดสินว่าชุดแต่งของคุณจะดูพรีเมียมระดับมืออาชีพหรือดูหม่นหมองก็คือการเคลือบเงา การใช้ แลคเกอร์เงา 2k คือคำตอบที่ดีที่สุดในการสร้างชั้นฟิล์มที่หนา เงางาม และทนทานต่อสภาพอากาศที่ร้อนชื้นและแสงแดดจัด แต่การจะพ่นให้ได้ผิวที่เรียบเนียนดุจกระจกโดยไม่มีรอยเยิ้มหรือผิวส้มนั้น จำเป็นต้องอาศัยการเตรียมพื้นผิวที่ถูกต้องและเทคนิคการพ่นที่แม่นยำ
การพ่นแลคเกอร์ประเภทนี้ไม่ใช่เพียงแค่การกดหัวฉีดพ่นไปเรื่อยๆ แต่เป็นกระบวนการทางเคมีที่ต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างการเตรียมทางกายภาพและการควบคุมสภาวะแวดล้อม หากเตรียมพื้นผิวไม่ดีพอ ต่อให้ใช้แลคเกอร์เกรดสูงเพียงใด ผิวงานก็อาจเกิดการลอกล่อนหรือพองตัวได้ในภายหลัง ข้อมูลต่อไปนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมอุปกรณ์ความปลอดภัย การขัดเตรียมผิว การผสมตามสัดส่วนเคมีที่ถูกต้อง ไปจนถึงเทคนิคการพ่นและการขัดเงาเพื่อจบงานให้สวยงามสมบูรณ์แบบ
ข้อควรระวังด้านความปลอดภัยและอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
ความปลอดภัยคือสิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงก่อนเริ่มงานพ่นสีทุกครั้ง เนื่องจากแลคเกอร์ระบบสองส่วนประกอบหรือ 2K จำเป็นต้องใช้สารช่วยแข็ง (Hardener) ซึ่งมีส่วนผสมของสารกลุ่มไอโซไซยาเนต (Isocyanates) สารเคมีชนิดนี้เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรงและสามารถดูดซึมผ่านผิวหนังได้ การสูดดมไอระเหยเข้าไปอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองเฉียบพลัน แน่นหน้าอก หรือสะสมจนก่อให้เกิดโรคหอบหืดจากการทำงานในระยะยาว
สินค้าที่กล่าวถึงในคู่มือนี้
ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบราคาล่าสุดในหน้าสินค้า
เพื่อป้องกันอันตรายดังกล่าว คุณจำเป็นต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (PPE) ที่ได้มาตรฐานอย่างครบถ้วน อุปกรณ์บังคับประกอบด้วยหน้ากากกันสารเคมีชนิดกรองไอระเหยอินทรีย์ (Organic Vapor Respirator) ที่มีตลับกรองสารเคมีและแผ่นกรองฝุ่นละอองร่วมด้วย นอกจากนี้ต้องสวมชุดป้องกันสารเคมีแบบคลุมทั้งตัว ถุงมือไนไตรที่ทนทานต่อตัวทำละลาย (หลีกเลี่ยงถุงมือยางธรรมชาติเนื่องจากสารเคมีซึมผ่านได้ง่าย) และแว่นตานิรภัยป้องกันสารเคมีกระเด็นเข้าตา
สภาพแวดล้อมในการทำงานมีผลอย่างมากต่อทั้งความปลอดภัยและคุณภาพของงาน พื้นที่พ่นสีที่ดีที่สุดคือห้องพ่นสีมาตรฐานที่มีระบบระบายอากาศและระบบกรองฝุ่นละอองที่รัดกุม หากต้องพ่นในพื้นที่ทำงานส่วนตัวหรืออู่ขนาดเล็ก ควรเลือกพื้นที่โล่งแจ้งที่มีลมถ่ายเทสะดวก แต่ต้องปราศจากฝุ่นละออง ใบไม้ หรือแมลงที่จะปลิวมาเกาะผิวงาน และหลีกเลี่ยงการพ่นในช่วงที่มีความชื้นในอากาศสูง เช่น วันที่ฝนตกหนัก เพราะความชื้นจะทำปฏิกิริยากับแลคเกอร์ทำให้เกิดฝ้าขาว
สำหรับเครื่องมือหลักที่ต้องใช้ในการพ่นแลคเกอร์เงา 2K ให้ได้คุณภาพสูง ประกอบด้วยเครื่องอัดอากาศ (Air Compressor) ที่มีกำลังลมสม่ำเสมอและติดตั้งตัวดักน้ำและน้ำมัน (Water and Oil Trap) เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งปนเปื้อนหลุดรอดเข้าไปในระบบลม ปืนพ่นสีควรเลือกใช้ระบบ HVLP (High Volume Low Pressure) ซึ่งช่วยกระจายเนื้อสีได้ละเอียด สม่ำเสมอ และลดการฟุ้งกระจายของละอองสี ช่วยประหยัดน้ำยาและลดมลพิษ สุดท้ายคือบล็อกขัดกระดาษทรายขนาดต่างๆ เพื่อช่วยให้แรงขัดสม่ำเสมอทั่วทั้งชิ้นงาน
ขั้นตอนการเตรียมพื้นผิวชุดแต่งให้พร้อมสำหรับแลคเกอร์ 2K
การเตรียมพื้นผิวคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของความสำเร็จในงานสีทั้งหมด หากพื้นผิวใต้ชั้นแลคเกอร์มีความสกปรก ขรุขระ หรือมีคราบไขมัน ฟิล์มแลคเกอร์ที่พ่นทับลงไปจะไม่สามารถยึดเกาะได้อย่างมั่นคง ส่งผลให้เกิดการลอกล่อนเป็นแผ่นเมื่อใช้งานไปสักระยะ โดยเฉพาะชุดแต่งรถกระบะที่ต้องเผชิญกับแรงลม ฝุ่น และเศษหินบนท้องถนนอยู่ตลอดเวลา

การขัดและทำความสะอาดพื้นผิว
เริ่มต้นด้วยขั้นตอนการขัดน้ำ (Wet Sanding) เพื่อปรับระนาบของพื้นผิวเดิมและสร้างรอยขัดขนาดเล็กมากบนชิ้นงาน เพื่อให้แลคเกอร์ยึดเกาะได้ดีขึ้น ให้ใช้กระดาษทรายน้ำเบอร์ P800 ถึง P1000 พันเข้ากับบล็อกขัดยางนุ่มๆ ขัดเบาๆ บนชิ้นงานโดยใช้น้ำสะอาดเป็นตัวหล่อลื่นและช่วยระบายเศษฝุ่น การใช้บล็อกขัดจะช่วยป้องกันไม่ให้นิ้วมือกดลงน้ำหนักเฉพาะจุด ซึ่งอาจทำให้ผิวงานเป็นคลื่นไม่เรียบเนียน
หลังจากขัดจนทั่วแล้ว ให้ล้างทำความสะอาดชิ้นส่วนชุดแต่งด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ หรือแชมพูล้างรถที่ไม่มีส่วนผสมของแว็กซ์ เพื่อขจัดเศษฝุ่นผงพลาสติกและเศษสีจากการขัดออกให้หมดจด จากนั้นใช้ลมเป่าหรือเช็ดด้วยผ้าสะอาดให้แห้งสนิท ขั้นตอนนี้สำคัญมากเพราะหากมีฝุ่นหลงเหลืออยู่ใต้ชั้นแลคเกอร์ จะทำให้เกิดเม็ดฝุ่นนูนขึ้นมาบนผิวงานหลังพ่นเสร็จ
ขั้นตอนสุดท้ายของการเตรียมผิวคือการเช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำยาขจัดคราบไขมันและซิลิโคน (Wax and Grease Remover) โดยเฉพาะ ชิ้นส่วนรถยนต์มักมีคราบน้ำมัน คราบแว็กซ์เคลือบสี หรือสารซิลิโคนเกาะอยู่ ซึ่งสารเหล่านี้เป็นศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้เกิดอาการตาปลา (Fisheye) หรือรอยหว๋ำบนผิวสี วิธีเช็ดที่ถูกต้องคือการใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์สะอาดสองผืน ผืนแรกชุบน้ำยาเช็ดเพื่อละลายคราบ และใช้ผืนที่สองเช็ดแห้งตามทันทีในทิศทางเดียวกัน ห้ามเช็ดวนไปมาเพราะจะเป็นการกระจายคราบสกปรก
การใช้ไพรเมอร์ยึดเกาะสำหรับชิ้นส่วนพลาสติกและไฟเบอร์กลาส
ชุดแต่งรอบคันของรถกระบะส่วนใหญ่มักผลิตจากพลาสติกประเภทต่างๆ เช่น PP (Polypropylene), ABS (Acrylonitrile Butadiene Styrene) หรือบางชิ้นอาจเป็นไฟเบอร์กลาส (Fiberglass/FRP) ก่อนเริ่มพ่นสีหรือแลคเกอร์ คุณต้องตรวจสอบสัญลักษณ์ประเภทวัสดุที่มักจะปั๊มอยู่ด้านหลังชิ้นงานเสมอ เนื่องจากพลาสติกบางชนิด โดยเฉพาะ PP มีพลังงานพื้นผิวต่ำมาก ทำให้สีหรือแลคเกอร์ไม่สามารถยึดเกาะได้โดยตรง จึงจำเป็นต้องใช้น้ำยาประสานพลาสติกหรือ Plastic Adhesion Promoter
เมื่อทราบประเภทวัสดุแล้ว ให้เลือกใช้น้ำยาปรับสภาพผิวพลาสติกที่เหมาะสม โดยพ่นลงบนชิ้นงานบางๆ 1-2 เที่ยวตามคำแนะนำในเอกสารข้อมูลทางเทคนิค (TDS) ของผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นั้นๆ น้ำยานี้จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมพันธะเคมีระหว่างพื้นผิวพลาสติกกับชั้นสีรองพื้นหรือแลคเกอร์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะได้อย่างมหาศาล ป้องกันปัญหาสีลอกเวลาโดนสะเก็ดหินกระแทก
หลังจากพ่น Adhesion Promoter แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการเคารพระยะเวลารอให้สารระเหยตัว (Flash Time) ก่อนที่จะพ่นสีจริงหรือแลคเกอร์ทับหน้า ระยะเวลานี้จะแตกต่างกันไปตามสูตรเคมีของแต่ละแบรนด์ (โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 10 ถึง 30 นาที) หากพ่นทับเร็วเกินไปในขณะที่ตัวทำละลายยังระเหยไม่หมด สารเคมีที่ติดอยู่ด้านล่างจะพยายามดันตัวออกมาระหว่างที่แลคเกอร์เริ่มแห้ง ส่งผลให้เกิดฟองอากาศขนาดเล็กหรือผิวสีบวมพอง
เทคนิคการผสมและพ่นแลคเกอร์เงา 2K ให้ได้ผิวกระจก
การพ่นแลคเกอร์ 2K ให้ได้ความเงางามสูงสุดและทนทานยาวนาน ขึ้นอยู่กับความถูกต้องของปฏิกิริยาเคมีระหว่างตัวแลคเกอร์ (Resin) และสารช่วยแข็ง (Hardener) การข้ามขั้นตอนหรือการกะสัดส่วนด้วยสายตาเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้งานพ่นสีล้มเหลว เช่น แลคเกอร์ไม่แห้งสนิท ผิวงานนิ่ม หรือกรอบแตกง่ายเมื่อโดนแดด
การผสมแลคเกอร์และฮาร์ดเดนเนอร์ตามสัดส่วนที่ถูกต้อง
การผสมแลคเกอร์ 2K ต้องปฏิบัติตามสัดส่วนการผสม (Mixing Ratio) ที่ระบุไว้บนฉลากผลิตภัณฑ์หรือในเอกสารข้อมูลทางเทคนิค (TDS) ของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด สัดส่วนที่พบบ่อย เช่น 2:1, 4:1 หรือ 8:1 (แลคเกอร์ต่อฮาร์ดเดนเนอร์) โดยต้องใช้ถ้วยตวงสีที่มีสเกลมาตรฐานในการวัดปริมาตร ห้ามใช้การคาดเดาหรือการนับหยดเด็ดขาด และใช้ไม้กวนสีที่สะอาดกวนส่วนผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวอย่างช้าๆ เพื่อป้องกันการเกิดฟองอากาศในเนื้อสี
การเลือกทินเนอร์ (Thinner) สำหรับผสมเพื่อปรับความหนืดก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ควรเลือกใช้ทินเนอร์อะคริลิกเกรดพ่นสี 2K โดยเฉพาะ และต้องเลือกชนิดให้เหมาะกับอุณหภูมิและความชื้นของพื้นที่ทำงาน สำหรับสภาพอากาศร้อนชื้นในประเทศไทย ควรเลือกใช้ทินเนอร์แห้งช้า (Slow Thinner) เพื่อช่วยให้แลคเกอร์มีเวลาไหลตัวปรับระนาบผิวให้เรียบเนียนก่อนที่จะเซ็ตตัว หากใช้ทินเนอร์แห้งเร็วในอากาศร้อน แลคเกอร์จะแห้งกลางอากาศก่อนสัมผัสชิ้นงาน ทำให้เกิดผิวส้มและดูหยาบกระด้าง
ผู้พ่นต้องทำความเข้าใจเรื่องอายุการใช้งานหลังผสม (Pot Life) ของแลคเกอร์ 2K ด้วย เนื่องจากเมื่อผสมแลคเกอร์กับฮาร์ดเดนเนอร์เข้าด้วยกันแล้ว ปฏิกิริยาเคมีจะเริ่มขึ้นทันทีและจะค่อยๆ หนืดขึ้นจนแข็งตัวในที่สุด โดยทั่วไป Pot Life จะอยู่ที่ประมาณ 2 ถึง 6 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิห้อง ดังนั้นจึงควรผสมในปริมาณที่พอเหมาะสำหรับการพ่นในรอบนั้นๆ และไม่ควรทิ้งน้ำยาที่ผสมแล้วไว้ในปืนพ่นสีข้ามคืนเพราะจะทำให้ปืนพ่นสีอุดตันและเสียหายถาวร
วิธีการพ่นและระยะเวลารอระหว่างเที่ยว
ก่อนเริ่มพ่นจริง ให้ทำการปรับตั้งค่าปืนพ่นสี HVLP ให้เหมาะสม โดยทั่วไปแรงดันลมที่ใช้จะอยู่ที่ประมาณ 1.8 ถึง 2.2 บาร์ (ตรวจสอบตามคำแนะนำของปืนพ่นสีแต่ละรุ่น) ปรับรูปแบบการพ่น (Fan Pattern) ให้กว้างพอดีกับขนาดชิ้นงาน และปรับปริมาณน้ำยาให้ออกมาสม่ำเสมอ รักษาระยะห่างระหว่างหัวปืนพ่นสีกับชิ้นงานให้อยู่ที่ประมาณ 15 ถึง 20 เซนติเมตรตลอดเวลา และพ่นด้วยมุมที่ตั้งฉาก 90 องศากับพื้นผิวชิ้นงานเสมอ การพ่นเอียงหรือส่ายข้อมือจะทำให้ความหนาของแลคเกอร์ไม่เท่ากัน
เทคนิคการเดินปืนพ่นสีที่สำคัญคือการพ่นทับแนว (Overlap) ในสัดส่วนร้อยละ 50 ถึง 75 ของแนวพ่นเดิม เพื่อให้เนื้อแลคเกอร์ผสานตัวกันอย่างต่อเนื่องและมีความหนาที่สม่ำเสมอ การพ่นแลคเกอร์ 2K โดยทั่วไปจะพ่นทั้งหมด 2 ถึง 3 เที่ยว (Coats) โดยเที่ยวแรกให้พ่นบางๆ พอประมาณ (เรียกว่า Tack Coat) เพื่อสร้างชั้นยึดเกาะและเช็กปฏิกิริยาของสีด้านล่าง จากนั้นทิ้งให้เซ็ตตัวตามระยะเวลาที่กำหนด ก่อนจะพ่นเที่ยวที่สองและสามแบบฉ่ำ (Wet Coat) เพื่อสร้างความหนาและความเงางามดุจกระจก
ระยะเวลารอระหว่างเที่ยว (Flash Time) เป็นขั้นตอนที่ห้ามข้ามเด็ดขาด โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 10 ถึง 15 นาที ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและการระบายอากาศในขณะนั้น วิธีเช็กง่ายๆ คือการใช้นิ้วมือแตะเบาๆ บริเวณเทปกาวบังพ่นที่อยู่ข้างๆ ชิ้นงาน หากแลคเกอร์เริ่มเหนียวหนึบแต่ไม่ติดนิ้วขึ้นมา แสดงว่าพร้อมสำหรับเที่ยวถัดไป การพ่นทับเร็วเกินไปขณะที่ตัวทำละลายยังระเหยไม่หมดจะทำให้เกิดอาการ Solvent Pop หรือฟองอากาศเดือดปุดขึ้นมาบนผิวหน้าเนื่องจากแก๊สถูกกักเก็บไว้ด้านใต้
การขัดสีและดูแลรักษาชุดแต่งหลังพ่นแลคเกอร์ 2K
หลังจากพ่นแลคเกอร์เที่ยวสุดท้ายเสร็จสิ้น กระบวนการสร้างผิวกระจกยังไม่จบลงทันที ฟิล์มแลคเกอร์จำเป็นต้องได้รับการบ่มตัวและปรับแต่งผิวหน้าให้เรียบเนียนอย่างไร้ที่ติ เพื่อขจัดเศษฝุ่นเล็กๆ หรือผิวส้มที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการพ่นในสภาพแวดล้อมทั่วไป
ระยะเวลาในการบ่มตัว (Curing Time) ของแลคเกอร์ 2K ก่อนที่จะสามารถสัมผัสหรือขัดเงาได้นั้นขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ หากปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติในอุณหภูมิห้อง (ประมาณ 30 องศาเซลเซียส) ควรทิ้งไว้ขั้นต่ำ 24 ถึง 48 ชั่วโมงเพื่อให้ชั้นเคมีแห้งตัวสนิท แต่หากใช้ห้องอบสีด้วยความร้อน (Infrared หรือ Bake Oven) อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส จะใช้เวลาเพียงประมาณ 30 ถึง 40 นาที ในระหว่างที่สียังแห้งไม่สนิท ควรหลีกเลี่ยงการจับต้องชิ้นงานแรงๆ หรือการนำไปประกอบกลับเข้ากับตัวรถกระบะ เพราะอาจทำให้เกิดรอยกดทับหรือรอยขีดข่วนลึกได้
เมื่อแลคเกอร์แห้งตัวสนิทดีแล้ว หากสังเกตเห็นเม็ดฝุ่น ผิวส้ม หรือรอยหยดน้ำเล็กๆ ให้ใช้วิธีขัดน้ำเพื่อเก็บงาน (Color Sanding) โดยใช้กระดาษทรายน้ำเบอร์ละเอียดพิเศษ เช่น P1500 ตามด้วย P2000 และ P3000 ขัดเบาๆ ร่วมกับน้ำสะอาดและน้ำยาล้างรถเล็กน้อยเพื่อลดแรงเศษทาน ขัดจนกระทั่งบริเวณที่ขรุขระหรือมีเม็ดฝุ่นเรียบเนียนเสมอกับพื้นผิวรอบๆ ระวังอย่าขัดแรงเกินไปจนทะลุชั้นแลคเกอร์เข้าไปถึงชั้นสีจริงด้านล่าง
ขั้นตอนการคืนความเงางามจะเริ่มจากการใช้เครื่องขัดโรตารีหรือระบบ Dual Action (DA) ร่วมกับยาขัดหยาบ (Compounding) และฟองน้ำขัดสีชนิดหยาบ เพื่อลบรอยกระดาษทรายจากการขัดน้ำ จากนั้นเปลี่ยนเป็นยาขัดละเอียด (Polishing) ร่วมกับฟองน้ำเนื้อละเอียดเพื่อดึงความเงางามและลบรอยริ้วแสง (Hologram) สุดท้ายให้ลงน้ำยาเคลือบเงาผิวหน้า (Finishing Glaze) เพื่อเพิ่มมิติความลึกและความฉ่ำวาวระดับกระจกเงาให้กับชุดแต่งรอบคัน
สำหรับการดูแลรักษาในระยะยาวเพื่อรักษาความเงางามของ แลคเกอร์เงา 2k บนชุดแต่งรถกระบะ ควรหลีกเลี่ยงการล้างรถด้วยสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือด่างรุนแรง รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้แปรงขนแข็งขัดถูชิ้นงาน พยายามหลีกเลี่ยงการจอดรถตากแดดจัดเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น เนื่องจากรังสียูวีจะค่อยๆ ทำลายโมเลกุลของแลคเกอร์ทำให้ความเงาลดลง การบำรุงรักษาที่ดีที่สุดคือการลงน้ำยาเคลือบสีประเภทซีลแลนท์ (Sealant) หรือการเคลือบแก้ว/เคลือบเซรามิก (Ceramic Coating) คุณภาพสูง ซึ่งจะช่วยสร้างเกราะป้องกันรังสียูวีและลดการเกาะตัวของคราบน้ำและสิ่งสกปรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการพ่นแลคเกอร์ 2K (FAQ)
แลคเกอร์ 2K แตกต่างจากแลคเกอร์ 1K อย่างไร
แลคเกอร์ระบบ 1K (One-Component) จะแห้งตัวด้วยการระเหยของตัวทำละลาย (Solvent Evaporation) เพียงอย่างเดียว ทำให้ฟิล์มสีที่ได้มีความหนาแน่นน้อยกว่า ทนทานต่อสารเคมีและรอยขีดข่วนต่ำ และสามารถละลายซ้ำได้หากโดนน้ำมันเบนซินหรือทินเนอร์ ในขณะที่แลคเกอร์ระบบ 2K (Two-Component) จะแห้งตัวด้วยปฏิกิริยาเคมีเชื่อมข้ามสายโซ่โมเลกุล (Chemical Cross-linking) ระหว่างตัวแลคเกอร์และฮาร์ดเดนเนอร์ ทำให้ได้ฟิล์มสีที่มีความแข็งแกร่งสูง ทนทานต่อสารเคมี แสงแดด รังสียูวี และรอยขีดข่วนได้ดีกว่ามาก แต่แลคเกอร์ 2K จะมีข้อจำกัดเรื่องอายุการใช้งานหลังผสม (Pot Life) และต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยที่เข้มงวดกว่าเนื่องจากสารเคมีมีความเป็นพิษสูงกว่า
สามารถพ่นแลคเกอร์ 2K ทับสีเดิมบนชุดแต่งได้เลยหรือไม่
คุณสามารถพ่นแลคเกอร์ 2K ทับบนสีเดิมของชุดแต่งได้ หากสีเดิมนั้นเป็นสีระบบ 2K หรือสีแห้งช้าที่แห้งสนิทดีแล้ว และไม่มีอาการลอกล่อน แตกงา หรือพองตัว อย่างไรก็ตาม ห้ามพ่นทับลงไปตรงๆ โดยเด็ดขาด คุณต้องเตรียมพื้นผิวด้วยการขัดลูบผิวหน้าด้วยกระดาษทรายเบอร์ P800 ถึง P1000 เพื่อสร้างรอยยึดเกาะ และทำความสะอาดคราบแว็กซ์ คราบน้ำมันด้วยน้ำยาขจัดคราบไขมันให้หมดจดก่อนเสมอ หากสีเดิมมีอาการเสื่อมสภาพ หลุดล่อน หรือไม่ทราบประเภทแน่ชัด แนะนำให้ขัดลอกสีเดิมออกจนถึงชั้นวัสดุเดิม แล้วพ่นสีรองพื้นใหม่เพื่อความปลอดภัยและป้องกันปฏิกิริยาสีตีกันในภายหลัง
ทำไมพ่นแลคเกอร์เสร็จแล้วถึงเกิดอาการผิวส้มหรือฟองอากาศ
อาการผิวส้ม (Orange Peel) มักเกิดจากการที่ละอองสีที่พ่นออกมาไม่มีความละเอียดพอ (Atomization ไม่ดี) ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากแรงดันลมของเครื่องอัดอากาศต่ำเกินไป การตั้งค่าปืนพ่นสีไม่เหมาะสม การใช้ทินเนอร์แห้งเร็วเกินไปในสภาพอากาศร้อนทำให้น้ำยาระเหยตัวเร็วเกินจนไม่มีเวลาไหลตัวปรับระนาบ หรือการพ่นห่างชิ้นงานเกินไป ส่วนอาการฟองอากาศเดือดหรือรูเข็ม (Solvent Pop) เกิดจากการพ่นแลคเกอร์ในแต่ละเที่ยวหนาเกินไป หรือการรีบพ่นเที่ยวถัดไปโดยไม่รอให้แลคเกอร์เที่ยวแรกระเหยตัวตามระยะเวลา Flash Time ที่กำหนด ทำให้ตัวทำละลายที่อยู่ชั้นล่างสุดถูกกักเก็บไว้และพยายามดันตัวระเหยออกมาในขณะที่ผิวหน้าด้านบนเริ่มแห้งตัวปิดสนิทแล้ว
พูดคุยกับชุมชน
แบ่งปันประสบการณ์หรือถามคำถาม ความคิดเห็นจะได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่