ยานยนต์ คู่มือที่ใช้ได้จริง
ชุดกันฝนมอเตอร์ไซค์

เลือกชุดกันฝน Pole แบบไหนดี? คู่มือจับคู่ประเภทและสเปกตามสไตล์การขี่

เจาะลึกวิธีเลือกชุดกันฝน Pole ให้เหมาะกับสไตล์การขี่รถมอเตอร์ไซค์ของคุณ พร้อม 4 เกณฑ์พิจารณาสเปกวัสดุ ความปลอดภัย และคู่มือการดูแลรักษาเพื่อยืดอายุการใช้งาน

เพิ่มเป็นแหล่งข้อมูลที่ต้องการบน Google

ทำไมการเลือกชุดกันฝน Pole ให้ตรงกับสไตล์การขี่จึงสำคัญ?

การเผชิญหน้ากับพายุฝนฟ้าคะนองขณะขี่รถมอเตอร์ไซค์ในประเทศไทยเป็นสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก โดยเฉพาะในช่วงมรสุมที่มักมีฝนตกหนักอย่างกะทันหันสลับกับสภาพอากาศที่ร้อนชื้นอย่างรุนแรง การใช้ชุดกันฝนที่ไม่เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ชุดที่บางเกินไปจนน้ำซึมตามรอยต่อ ชุดที่มีขนาดใหญ่จนชายผ้าปลิวสะบัดต้านลม หรือชุดที่ระบายอากาศได้ไม่ดีจนทำให้เกิดความร้อนอึดอัดและเหนียวเหนอะหนะด้านใน ไม่เพียงแต่จะสร้างความรำคาญใจเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสมาธิ ความคล่องตัว และความปลอดภัยในการควบคุมรถมอเตอร์ไซค์โดยตรงอีกด้วย

แบรนด์ Pole ได้ก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ชาวไทย เนื่องจากเป็นแบรนด์อุปกรณ์เซฟตี้และชุดขับขี่ที่เน้นการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้รถสองล้อโดยเฉพาะ จุดเด่นของชุดกันฝน Pole คือการเลือกใช้วัสดุที่มีความทนทานต่อแรงลมปะทะ การซีลตะเข็บเพื่อป้องกันการรั่วซึม และการออกแบบรูปทรงที่กระชับเข้ากับสรีระของไรเดอร์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสไตล์การขี่ของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ตั้งแต่การขี่ใช้งานในเมืองระยะสั้นไปจนถึงการเดินทางไกลข้ามจังหวัด การเลือกประเภทและสเปกของชุดกันฝนให้ตรงกับลักษณะการใช้งานจริงจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างปลอดภัยและแห้งสบายตลอดเส้นทาง

4 เกณฑ์หลักในการพิจารณาเลือกชุดกันฝน Pole

ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อชุดกันฝนจาก Pole รุ่นใดรุ่นหนึ่ง การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสเปกพื้นฐานและโครงสร้างของชุดกันฝนจะช่วยให้คุณสามารถประเมินประสิทธิภาพการใช้งานได้อย่างแม่นยำ โดยคุณสามารถตรวจสอบรายละเอียดเหล่านี้ได้จากฉลากสินค้า คู่มือผู้ผลิต หรือรายละเอียดผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการ

สินค้าที่กล่าวถึงในคู่มือนี้

ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบราคาล่าสุดในหน้าสินค้า

ชุดกันฝนมอเตอร์ไซค์

ความหนาและวัสดุของชุดกันฝน

วัสดุที่นำมาใช้ผลิตชุดกันฝนเป็นตัวกำหนดทั้งความทนทาน น้ำหนัก และความสามารถในการป้องกันน้ำ โดยทั่วไปแล้ววัสดุที่นิยมใช้จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

  • โพลีเอสเตอร์หรือไนลอนเคลือบสารกันน้ำ (PU/PVC Coating): เป็นวัสดุที่พบได้บ่อยในชุดกันฝน Pole เกรดพรีเมียม ให้ความยืดหยุ่นสูง น้ำหนักเบา และทนทานต่อการฉีกขาดได้ดีเมื่อต้องปะทะกับลมแรงขณะขี่รถด้วยความเร็วสูง
  • พลาสติก PVC (Polyvinyl Chloride): มีความหนาและสามารถกันน้ำได้ดีเยี่ยมแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อาจมีน้ำหนักค่อนข้างมากและมีความยืดหยุ่นน้อยกว่า รวมถึงสะสมความร้อนได้ง่ายกว่าวัสดุประเภทอื่น
  • พลาสติก EVA (Ethylene Vinyl Acetate): เป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบามากและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ความทนทานต่อแรงดึงและลมปะทะจะต่ำกว่า จึงเหมาะสำหรับการใช้งานที่ความเร็วต่ำหรือการขี่ระยะสั้นเท่านั้น

การออกแบบรอยต่อและระบบซิปกันน้ำ

น้ำฝนมักไม่ได้ซึมผ่านตัวผ้าโดยตรง แต่จะเล็ดลอดเข้ามาตามตะเข็บเย็บและช่องว่างของซิป ดังนั้น ชุดกันฝนที่ดีจะต้องผ่านกระบวนการรีดร้อนปิดรอยต่อด้วยเทปกันน้ำ (Seam Sealed) ทุกจุด เพื่ออุดรูเข็มจากการเย็บผ้า นอกจากนี้ ในส่วนของซิปด้านหน้าควรมีแผ่นปิดทับซิป (Storm Flap) อีกหนึ่งหรือสองชั้น พร้อมแถบตีนตุ๊กแก (Velcro) เพื่อป้องกันไม่ให้ลมพัดพาน้ำฝนย้อนแทรกซึมเข้าไปทางร่องซิปขณะขับขี่

ฟีเจอร์เพื่อความปลอดภัยและทัศนวิสัย

การขับขี่ท่ามกลางสายฝนที่ตกหนักมักทำให้ทัศนวิสัยของเพื่อนร่วมทางลดลงอย่างมาก ชุดกันฝนที่ดีจึงต้องทำหน้าที่ช่วยเพิ่มความเด่นชัดให้กับตัวผู้ขี่ด้วย การเลือกชุดกันฝนที่มีแถบสะท้อนแสง (Reflective Tape) คุณภาพสูงบริเวณหน้าอก แผ่นหลัง และแขนเสื้อ จะช่วยสะท้อนแสงไฟจากรถคันอื่นได้ดีในเวลากลางคืนหรือในสภาวะฝนตกหนักจนมืดครึ้ม นอกจากนี้ การเลือกใช้โทนสีสว่าง เช่น สีเหลืองนีออน สีส้มเรืองแสง หรือสีเขียวสะท้อนแสง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมีนัยสำคัญ

ระบบระบายอากาศและซับใน

เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพอากาศที่ร้อนชื้น การสวมใส่ชุดกันฝนที่ปิดทึบเป็นเวลานานจะทำให้เกิดความร้อนสะสมและการกลั่นตัวของเหงื่อกลายเป็นไอน้ำเกาะอยู่ด้านใน ทำให้ผู้ขี่รู้สึกเหนียวเหนอะหนะไม่ต่างจากการเปียกฝน ชุดกันฝน Pole ที่มีคุณภาพจะออกแบบให้มีช่องระบายอากาศ (Ventilation Ports) บริเวณใต้รักแร้หรือแผ่นหลัง ซึ่งเป็นจุดที่ลมไม่ปะทะโดยตรงเพื่อป้องกันน้ำเข้าแต่ช่วยให้อากาศภายในถ่ายเทได้ดี พร้อมทั้งมีการบุซับในด้วยผ้าตาข่าย (Mesh Lining) เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อผ้ากันน้ำแนบติดผิวหนัง ช่วยให้สวมใส่สบายและถอดออกได้ง่ายขึ้น

แนะนำประเภทชุดกันฝน Pole ตามรูปแบบการใช้งานขี่

เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น เราได้แบ่งประเภทของชุดกันฝน Pole ออกตามลักษณะโครงสร้างและรูปแบบการใช้งานหลักๆ ซึ่งแต่ละแบบต่างมีข้อดี ข้อจำกัด และข้อควรระวังที่แตกต่างกันออกไป

ชุดกันฝนแบบแยกชิ้น (เสื้อและกางเกง) สำหรับสายคอมมิวต์และทัวริ่ง

ชุดกันฝนประเภทนี้ประกอบด้วยเสื้อแจ็คเก็ตกันน้ำและกางเกงกันน้ำแยกจากกัน ถือเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่ผู้ที่ต้องขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปทำงานทุกวัน (Commuters) และกลุ่มผู้ขับขี่ท่องเที่ยวเดินทางไกล (Touring) เนื่องจากให้ความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวร่างกายสูงที่สุด และสามารถเลือกสวมใส่เฉพาะเสื้อในกรณีที่ฝนตกปรอยๆ ได้

ข้อดี:

  • ให้การป้องกันน้ำที่ครอบคลุมและกระชับเข้ารูป ลดอาการผ้าปลิวต้านลมขณะขี่ด้วยความเร็วสูง
  • มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน สามารถแยกชิ้นสวมใส่ได้ตามสถานการณ์
  • มักมาพร้อมกับตัวปรับความกระชับที่ต้นแขน เอว และข้อเท้า เพื่อให้แนบสนิทกับร่างกายและชุดการ์ดป้องกัน

ข้อจำกัด:

  • ใช้เวลาในการสวมใส่และถอดออกค่อนข้างนานกว่าประเภทอื่น เนื่องจากต้องสวมใส่ทั้งสองชิ้น
  • หากเลือกขนาดไม่ถูกต้อง น้ำอาจซึมเข้าบริเวณขอบเอวเสื้อที่เลิกขึ้นขณะก้มตัวขี่รถ

เช็กลิสต์ก่อนซื้อ:

  • ควรเลือกขนาด (Size) ที่เผื่อไว้สำหรับสวมทับชุดป้องกันหรือแจ็คเก็ตการ์ดที่คุณใช้งานเป็นประจำ
  • ตรวจสอบความยาวของขากางเกงเมื่อนั่งคร่อมรถ ขากางเกงต้องยาวพอที่จะคลุมปิดข้อเท้าและขอบรองเท้าบู้ทเพื่อป้องกันน้ำไหลย้อนเข้าด้านบนของรองเท้า

ชุดกันฝนแบบชุดหมี (One-piece) สำหรับสายลุยและขี่ทางไกลหน้าฝน

ชุดกันฝนแบบชิ้นเดียวตั้งแต่คอจรดปลายขา หรือที่เรียกกันว่า “ชุดหมี” เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อการเผชิญหน้ากับสภาวะฝนตกหนักขั้นรุนแรงและการขับขี่ทางไกลอย่างไร้กังวล เหมาะสำหรับไรเดอร์สายลุยที่ต้องการการปกป้องขั้นสูงสุด

ข้อดี:

  • ป้องกันน้ำรั่วซึมได้ดีที่สุดร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากไม่มีรอยต่อระหว่างเสื้อและกางเกงบริเวณเอว
  • ลดโอกาสที่ลมจะพัดเอาชายเสื้อเปิดขึ้นขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงบนทางหลวง
  • โครงสร้างชิ้นเดียวช่วยกระจายแรงลมปะทะได้สม่ำเสมอ ทำให้รู้สึกนิ่งและมั่นคงขึ้นขณะขี่

ข้อจำกัด:

  • สวมใส่และถอดออกได้ยากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อตัวเปียกหรือรีบร้อน
  • ไม่สะดวกอย่างยิ่งเมื่อต้องการเข้าห้องน้ำระหว่างการเดินทาง
  • มักสะสมความร้อนภายในได้มากกว่าแบบแยกชิ้นเนื่องจากอากาศหมุนเวียนได้ยากกว่า

เช็กลิสต์ก่อนซื้อ:

  • ตรวจสอบความยาวช่วงลำตัว (Torso) ให้ดี ชุดต้องไม่รั้งตึงเกินไปเมื่ออยู่ในท่าขับขี่ (Riding Position)
  • เน้นเลือกสเปกที่มีซิปยาวเฉียงตั้งแต่คอลงมาถึงบริเวณโคนขา เพื่อช่วยให้สวมใส่ได้ง่ายขึ้น

เสื้อกันฝนแบบคลุม (Poncho) สำหรับสายขี่ในเมืองระยะสั้น

เสื้อกันฝนแบบสวมหัวที่มีลักษณะเป็นผืนกว้างคลุมทั้งตัว มักเป็นตัวเลือกที่เน้นความสะดวกรวดเร็วสำหรับการขี่รถสกูตเตอร์หรือรถแม่บ้านในระยะทางใกล้ๆ เช่น การออกไปซื้อของหน้าปากซอย หรือการขี่หลบฝนในซอยแคบ

ข้อดี:

  • สวมใส่ได้รวดเร็วทันใจเพียงแค่สวมหัวลงไป
  • มีพื้นที่กว้างพอที่จะคลุมทับกระเป๋าเป้สะพายหลังหรือสัมภาระด้านหน้าของรถสกูตเตอร์ได้สบาย
  • ราคาประหยัดและจัดเก็บได้ง่าย

ข้อจำกัดและข้อควรระวังด้านความปลอดภัย:

  • อันตรายจากลมปะทะ: ชายผ้าที่กว้างและยาวมีโอกาสปลิวสะบัดตามแรงลมอย่างรุนแรง ซึ่งอาจเข้าไปพันในซี่ล้อสเตอร์ โซ่ หรือบดบังไฟหน้าและกระจกมองข้างของรถ ทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้
  • ประสิทธิภาพในการกันน้ำต่ำเมื่อขับขี่ด้วยความเร็ว เนื่องจากลมจะพัดเอาน้ำฝนย้อนเข้าจากทางด้านล่างและด้านข้าง

เช็กลิสต์ก่อนซื้อ:

  • หลีกเลี่ยงการใช้งานในการขับขี่ที่ใช้ความเร็วสูงหรือบนถนนใหญ่เด็ดขาด
  • เลือกแบบที่มีกระดุมแป๊กด้านข้างเพื่อยึดชายผ้าไม่ให้ปลิวสะบัด และมีสายรัดรอบเอวหรือสะโพกเพื่อความปลอดภัย

ตารางเปรียบเทียบประเภทชุดกันฝน Pole และสไตล์การขี่ที่เหมาะสม

ประเภทชุดกันฝนระดับการป้องกันน้ำความคล่องตัวความสะดวกในการสวมใส่สไตล์การขี่ที่เหมาะสมข้อควรระวังด้านความปลอดภัย
แบบแยกชิ้น (Two-piece)สูงมากดีเยี่ยมปานกลางคอมมิวเตอร์ขี่ทำงานทุกวัน, สายทัวริ่งเดินทางไกลต้องเลือกขนาดให้พอดี ไม่ให้ขากางเกงยาวเกินไปจนเหยียบสะดุด
แบบชุดหมี (One-piece)สูงที่สุด (ไม่มีรอยต่อเอว)ปานกลางค่อนข้างยากสายลุยหนัก, ขี่ทางไกลต่อเนื่องในฤดูฝนอาจเกิดความร้อนสะสมและอ่อนเพลียได้ง่ายหากขี่ในสภาพอากาศอบอ้าว
แบบคลุม (Poncho)ต่ำถึงปานกลางต่ำง่ายและรวดเร็วที่สุดขี่ในเมืองระยะสั้นความเร็วต่ำ, รถสกูตเตอร์อันตรายสูง: ชายผ้าอาจปลิวเข้าล้อหรือโซ่ ห้ามใช้ขี่ความเร็วสูงเด็ดขาด

วิธีดูแลรักษาและยืดอายุการใช้งานชุดกันฝน Pole

การดูแลรักษาชุดกันฝนอย่างถูกวิธีจะช่วยรักษาประสิทธิภาพของสารเคลือบกันน้ำและยืดอายุการใช้งานของวัสดุไม่ให้เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร โดยคุณควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

การทำความสะอาดอย่างอ่อนโยน

หลังจากผ่านการใช้งานลุยฝนและฝุ่นละอองบนท้องถนน ให้ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดทันที หากมีคราบสกปรกฝังลึก ให้ใช้สบู่อ่อนๆ หรือน้ำยาทำความสะอาดสูตรอ่อนโยนผสมน้ำเจือจางลูบไล้เบาๆ ด้วยฟองน้ำนุ่มๆ ห้ามใช้แปรงขนแข็งขัดถูเด็ดขาด และห้ามใช้สารเคมีรุนแรง น้ำยาฟอกขาว หรือน้ำยาปรับผ้านุ่ม เนื่องจากสารเคมีเหล่านี้จะเข้าไปทำลายสารเคลือบกันน้ำ (DWR) และทำให้เทปซีลรอยต่อหลุดลอกออก

การทำให้แห้งเพื่อป้องกันเชื้อรา

เมื่อล้างทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ให้นำชุดกันฝนไปแขวนผึ่งลมไว้ในที่ร่มที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกจนแห้งสนิททั้งด้านนอกและด้านใน ข้อห้ามสำคัญคือห้ามนำชุดกันฝนไปตากแดดจัดโดยตรง เนื่องจากความร้อนและรังสี UV จากแสงแดดจะทำให้วัสดุประเภท PVC หรือ PU เกิดการแห้งกรอบ เปราะบาง และฉีกขาดได้ง่าย รวมถึงห้ามนำเข้าเครื่องอบผ้าโดยเด็ดขาด

การพับเก็บอย่างถูกวิธี

การจัดเก็บชุดกันฝนในขณะที่ยังมีความชื้นสะสมอยู่จะทำให้เกิดเชื้อราและกลิ่นอับชื้นที่ไม่พึงประสงค์ ก่อนพับเก็บควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าชุดแห้งสนิทดีแล้ว วิธีการพับควรพับแบบหลวมๆ หลีกเลี่ยงการกดทับหรือพับหักมุมอย่างรุนแรงซ้ำๆ ที่จุดเดิม เพราะอาจทำให้สารเคลือบกันน้ำบริเวณรอยพับเกิดการแตกร้าวและสูญเสียคุณสมบัติการกันน้ำได้ ควรเก็บไว้ในถุงเก็บที่แห้งและโปร่ง หากเป็นไปได้ควรใส่ซองกันชื้น (Silica Gel) ไว้ด้วยเพื่อช่วยควบคุมความชื้นในช่วงฤดูฝน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ชุดกันฝน Pole สามารถสวมทับแจ็คเก็ตขี่รถมอเตอร์ไซค์ได้หรือไม่?

สามารถสวมทับได้และเป็นสิ่งที่แนะนำอย่างยิ่งเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ อย่างไรก็ตาม คุณจำเป็นต้องเลือกขนาด (Size) ของชุดกันฝนให้ใหญ่กว่าขนาดตัวปกติของคุณประมาณ 1 ถึง 2 ไซส์ โดยพิจารณาจากความหนาของแจ็คเก็ตการ์ดหรือสนับป้องกันที่คุณสวมใส่เป็นหลัก เมื่อสวมทับแล้วต้องทดลองขยับร่างกาย ขยับแขน และทดลองนั่งในท่าขี่รถ เพื่อตรวจสอบว่าชุดไม่ตึงรั้งจนเกินไป และปลายแขนเสื้อรวมถึงขากางเกงต้องยาวพอดี ไม่สั้นเต่อจนน้ำฝนไหลย้อนเข้า และไม่ยาวรุ่มร่ามจนรบกวนการควบคุมรถ

หากชุดกันฝน Pole มีรอยขาดเล็กน้อย สามารถซ่อมแซมเองได้หรือไม่?

หากเป็นรอยฉีกขาดขนาดเล็กหรือรอยรูรั่วตามพื้นผิวผ้าทั่วไป คุณสามารถทำการซ่อมแซมเบื้องต้นได้ด้วยตัวเองโดยใช้แผ่นแปะซ่อมแซมรอยรั่วแบบกันน้ำ (Waterproof Repair Patch) หรือกาวโพลียูรีเทน (PU Adhesive) สำหรับอุปกรณ์เอาท์ดอร์ โดยทำความสะอาดพื้นผิวรอบรอยขาดให้แห้งและปราศจากคราบมันก่อนแปะแผ่นซ่อมแซม อย่างไรก็ตาม หากรอยฉีกขาดเกิดขึ้นบริเวณตะเข็บรอยต่อสำคัญ ซิป หรือมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะซ่อมแซมได้ด้วยตัวเอง แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือพิจารณาเปลี่ยนชุดใหม่เพื่อความปลอดภัยในการป้องกันน้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

พูดคุยกับชุมชน

แบ่งปันประสบการณ์หรือถามคำถาม ความคิดเห็นจะได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่

ร่วมการสนทนา

จำเป็นต้องระบุชื่อและอีเมล อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ และไม่อนุญาตให้ใส่ลิงก์